โจวเอินไหล

 

 

“ผมเป็นนักปฏิวัติ ก็เหมือนปัญญาชนทั่วไปของจีน

ที่มีเส้นทางจากครอบครัวในระบบศักดินาสู่ระบบการศึกษาแบบตะวันตก หลังจากนั้นก็กลายเป็นนักสังคมนิยม …"

       

     ช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนของปี 1946 โจวเอินไหล นักปฏิวัติ นักปกครอง นายทหารผู้ยิ่งใหญ่ของจีน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์อย่างเปิดอก โดยเล่าถึงชีวิตส่วนตัวที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของตนเอาไว้ นับตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่ตลอดจนการใช้ชีวิตระหว่างศึกษาในต่างประเทศ

       โจวเอินไหลมีภูมิลำเนาเป็นชาวเมืองเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง ในขณะที่ความจริงแล้ว เขาเกิดที่เมืองหวยอัน(淮安) มณฑลเจียงซู ในวันที่ 5 มีนาคม ปีค.ศ.1898 ซึ่งเป็นรกรากของฝ่ายมารดา บรรพบุรุษหลายชั่วอายุคนของตระกูลโจวที่เมืองเส้าซิงนี้ ล้วนเป็นที่ปรึกษาให้กับข้าราชการในเมือง ซึ่งอาชีพดังกล่าวได้รับความนิยมสูงสุดจนรับรู้กันว่ามีชาวเส้าซิงมากมายที่ประจำอยู่ตามหน่วยงานราชการทั่วประเทศของจีน นอกเหนือไปจากการเป็นพ่อค้า

        โจวรำลึกถึงผู้ให้กำเนิดของตนว่า ยายของเขาเป็นหญิงชาวนาในชนบทของหวยอิน(淮阴) ดังนั้น ในร่างกายเขาก็มีเลือดของชาวนาไหลเวียนอยู่ด้วย ส่วนมารดานั้นเป็นผู้หญิงที่มีหน้าตางดงาม และจิตใจอ่อนโยน แต่น่าเสียดายที่ต้องเสียชีวิตตั้งแต่ยังสาวเมื่อมีอายุได้เพียง 35 ปี เนื่องจากป่วยเป็นวัณโรค อันมีสาเหตุมาจากการทำงานหนักเกินไปหลังจากที่ปู่เสียชีวิตลงโดยไม่เหลือมรดกไว้ให้ครอบครัวเลย

        ปู่ของโจวเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 50 ปี ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้สร้างทรัพย์สมบัติใดๆไว้ มีเพียงบ้านที่อาศัยเท่านั้น เมื่อมาถึงรุ่นพ่อ ครอบครัวก็ถึงคราวลำบาก ซึ่งทั้งบิดาและอาของเขาต่างรับราชการ โดยบิดาของโจวมีตำแหน่งเป็นผู้ดูแลด้านเอกสาร ส่วนอาดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา ซึ่งรวมกันแล้วรายได้ก็ยังไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว

      แต่ด้วยการเป็นครอบครัวระบบศักดินาที่ต้องรักษาเกียรติยศและหน้าตา จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั้น ดังนั้น โจวจึงตระหนักดีถึงความยากลำบากของการดำรงชีวิตมาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งนี้เพราะเมื่อบิดามักออกเดินทางไปต่างเมือง เขาในฐานะลูกชายคนโตของบ้านจึงต้องรับผิดชอบเรื่องจุกจิกภายในครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ ซึ่งโจวกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ‘เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แห่งชีวิต’

โจวเอินไหล

ในยามที่เพิ่งเป็นหนุ่ม วัยเพียง 14 ปี

 

         โจวเอินไหลยังเท้าความถึงอดีตว่า หลังจากที่เขาลืมตามาดูโลกไม่นาน บิดาก็ป่วยหนัก ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแล้ว จำต้องยกเขาให้เป็นบุตรของอา เนื่องจากถือว่าดวงชะตาไม่สมพงษ์กับผู้ให้กำเนิด โจวจึงได้รับการอบรมจากอาสะใภ้ที่เป็นผู้หญิงมีการศึกษา และรู้จักกับวรรณกรรมจีนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุได้เพียง 5 ขวบ พร้อมไปกับการเล่าเรียนหนังสือที่บ้าน จน 8 ขวบก็เริ่มต้นอ่านงานเขียนเด่นของจีน โดยวรรณกรรมเรื่องแรกที่อ่าน ได้แก่ ไซอิ๋ว (西游记) ตามด้วย พรหมลิขิตบุปผากระจก (镜花缘) วีรบุรุษเขาเหลียงซัน(水浒传) และความรักในหอแดง(红楼梦)

       เมื่ออายุ 12 ขวบ ชะตาชีวิตของโจวก็มาถึงจุดพลิกผัน เมื่อเขาต้องออกจากบ้านไปยังเมืองเถี่ยหนิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากบิดาและลุงทำงานอยู่ที่นั่น และการออกจากบ้านครั้งนี้ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเขา เป็นจุดเปลี่ยนจากสิ่งแวดล้อมในครอบครัวศักดินามาสู่การได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ทั้งยังได้เริ่มสัมผัสกับหนังสือที่เกี่ยวกับการปฏิวัติ จากการแนะนำของเกาเกออู ครูสอนประวัติศาสตร์ผู้มีหัวใจปฏิวัติ

 

นายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายโจวเอินไหล ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ระหว่างปีค.ศ.1949-1958

       ถ้อยคำของโจวเอินไหลที่กล่าวถึงทัศนะของเขาที่มีต่อการปฏิวัติครั้งหนึ่ง มีว่า ‘ถูกบังคับให้ขึ้นเขาเหลียงซัน' ซึ่งเป็นคำที่มาจากหนังสือเรื่องวีรบุรุษเขาเหลียงซัน โจวขยายความว่า “นักปฏิวิติก็คือผู้ที่ถูกบังคับให้ขึ้นเขาเหลียงซัน เพราะการที่คนเราจะเดินเข้าสู่วิถีการปฏิวัติย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นเพราะแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก”

     คำพูดนี้อาจกลั่นมาจากประสบการณ์ในชีวิต นับตั้งแต่วัยศึกษาจนเมื่อเขาได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการปฏิวัติครั้งสำคัญของชาติ ...

        จนอายุได้ 15 ปี (ค.ศ.1913) โจวก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมหนันไค เมืองเทียนจิน ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนและให้อิสระด้านความคิดแก่นักเรียน ที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้โจวเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ด้วยการเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ต่อต้านประธานาธิบดีหยวนซื่อข่าย ในปี 1915 เมื่อจบจากหนันไคในปี 1917 โจวเบนเข็มไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปีครึ่ง และกลับมายังมาตุภูมิเมื่อ’ความเคลื่อนไหว 4 พฤษภาคม' ปี 1919 ปะทุขึ้น โดยโจวก็ได้มีส่วนร่วมเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สมาพันธ์นักเรียนเทียนจิน(天津学校联合会) แต่สิ่งพิมพ์ฉบับนี้ก็ถูกปิดไป และโจวถูกจับกุมตัวไปขังคุกอยู่ถึงครึ่งปี หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกมาในปี 1920 เขาก็มุ่งหน้าไปยังฝรั่งเศส

       ในเวลานั้น โจวยอมรับว่าเขายกย่องแนวทางการปฏิวัติ และโน้มเอียงไปทางสังคมนิยม แต่เนื่องจากเขาเติบโตในครอบครัวแบบศักดินา จึงมองว่าการปกครองแบบสังคมนิยมเป็นแนวคิดในอุดมคติ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เคยผ่านความยากลำบากในวัยเด็ก จึงเข้าใจหลักคิดวัตถุนิยมได้ในเวลาไม่นานนัก ครั้งเมื่ออยู่บนแผ่นดินใหญ่ โจวก็เคยได้อ่านหนังสือ ประกาศของพรรคคอมมิวนิสต์ (共产党宣言) หลักการแนวคิดคอมมิวนิสต์ (共产主义原理) มาแล้ว ยามที่อยู่ฝรั่งเศสก็ได้อ่าน War of the Classes ซึ่งทั้งหมดล้วนมีอิทธิพลต่อความคิดโจวอย่างใหญ่หลวงทั้งสิ้น  

 

      โจวหวนระลึกถึงเหตุผลของการเลือกไปเรียนที่ฝรั่งเศสว่า ในปีนั้นเป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่งสงบลง จึงคิดว่าหากไปฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศชนะสงคราม ก็น่าจะเรียนและทำงานไปได้พร้อมกัน แต่เขาก็ไม่ต้องออกไปหางานทำอย่างที่คิด เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีดีกรีเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว ก่อนออกเดินทางจึงทำสัญญาเป็นนักข่าวนอกสถานที่กับหนังสือพิมพ์อี้ซื่อ(益世报)  ดังนั้น เมื่อไปถึงแดนน้ำหอมจึงเรียนและต่อยอดการเป็นนักหนังสือพิมพ์เขียนบทความกลับมายังแผ่นดินใหญ่

       ช่วงเวลาที่อยู่ในฝรั่งเศสนี่เอง โจวเอินไหลก็ยังคงมีกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการเมืองไม่ขาดสาย เขาได้ร่วมกับพรรคพวกอีกกว่า 20 คน เช่น หวังรั่วเฟย หลัวม่าย ก่อตั้งเป็นกลุ่มเยาวชนจีนแนวคิดคอมมิวนิสต์ในยุโรป (旅欧中国共产主义) กลุ่มนี้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็มีสมาชิกถึง 300 คน ซึ่งก็มีทั้งนักศึกษาจีนที่อยู่ในฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และเบลเยี่ยมด้วย ในจำนวนนี้ต่อมาเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนถึงกว่า 100 คน

       โจวเล่าต่อว่า ในปี 1923 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์และก๊กมินตั๋งจับมือกันเพื่อร่วมพัฒนาประเทศ โจวเอินไหลและหวังจิ่งซีก็ได้จัดตั้งพรรคก๊กมินตั๋งสาขายุโรป ซึ่งขณะนั้นฝ่ายตรงข้ามที่สำคัญคือพรรคยุวชน ที่มีความคิดแนว Nationalism –ชาตินิยมและต่อต้านก๊กมินตั๋ง

        ในปี 1924 โจวเอินไหลก็กลับมายังมาตุภูมิ และเข้าเรียนยังโรงเรียนทหารและการปกครองหวงผู่ เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง และก็ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บัญชาการแผนกการเมือง ในปี 1925

       โจวย้อนถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า ขณะนั้น เขาไม่ได้เป็นสมาชิกของก๊กมินตั๋งแล้ว ทั้งยังเปิดเผยว่าตัวเองเป็นคนของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัวแต่ทำงานร่วมกับก๊กมินตั๋ง ดังนั้น จึงรู้จักกับคนของก๊กมินตั๋งไม่น้อย ในช่วงนั้นภายในก๊กมินตั๋งเองก็แบ่งออกเป็นสองค่าย คือ ฝ่ายที่คิดว่าควรร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์กับฝ่ายที่ต่อต้านความคิดดังกล่าว ซึ่งที่สองฝ่ายมีการตอบโต้กันอย่างรุนแรงมาก

         และแล้วในวันที่ 20 มีนาคม ปี 1926 ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้โจวตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้บังคับบัญชาแล้วลดระดับเป็นเพียงอาจารย์ธรรมดา เมื่อเจียงไคเช็คใช้ข้ออ้างว่ากองทัพเรือกำลังแปรพักตร์ และได้จับปัญญาชนหัวก้าวหน้าไปหลายคน ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ก็แยกจากกันอย่างเด็ดขาด

        โจวเอินไหลมีบทบาทสำคัญสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงก่อตั้งมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านการรบ หรือการเผยแพร่ความคิดของเหมาเจ๋อตง รวมถึงยังเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่เข้าเจรจากับนายพลเจียงไคเช็คเพื่อเจรจายุติสงครามกลางเมือง ร่วมมือกันต้านญี่ปุ่น

      เมื่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โจวเอินไหลก็ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาจนถึงปี 1978 ทำให้คำว่า ‘นายกโจว’ (周总理) กลายเป็นคำพูดติดปากของทุกคนเมื่อกล่าวถึงชายผู้นี้ นอกจากนั้น ในช่วงปี 1949 ถึง 1958 โจวเอินไหลยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นรองประธานพรรค รองประธานคณะกรรมาธิการทหาร ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการเมือง

         งานสำคัญชิ้นหนึ่งของนายกรัฐมนตรีโจว ก็คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงปี 1949-1952 ซึ่งในปลายปี 1952 มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของจีนเพิ่มสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1 (ปี 1953-1957 ) โจวก็รับผิดชอบแผนงาน 156 โครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม อันส่งผลต่อการเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับประเทศจีนในกาลต่อมา

        นายกโจวยืนยันมาโดยตลอดว่า การจะทำให้จีนเป็นประเทศสังคมนิยมที่เข้มแข็ง ปัจจัยสำคัญคือความทันสมัยด้านวิทยาศาสตร์ และการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจก็จำเป็นต้องเริ่มจากสภาพที่แท้จริงของจีนเอง พร้อมกับแสวงหาความสงบและสมดุล

         สำหรับชีวิตส่วนตัวแล้ว โจวเข้าพิธีแต่งงานกับสหายเติ้งอิ่งเชาในปี 1925 หลังจากรู้จักกันมาก่อนหน้านั้นถึง 7 ปี และเป็นคู่ทุกข์คู่ยากจนจวบสิ้นอายุขัย นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในวันที่ 8 มกราคม 1976 ที่กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวจีนทั่วโลก ที่อาลัยรักนายกรัฐมนตรีผู้มีความปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยมต่อชาติบ้านเมือง .

 

เรียบเรียงจาก http://cyc9.cycnet.com , www.epicbook.com

จาก www.manager.co.th 


 

โจวเอินไหลในการทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

ท่านนายกฯโจวและเติ้งอิ่งเชา ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก

    ย้อนมองประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนที่แล้วมา หากไม่นับรวมการขยายอำนาจทางทะเล และการเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้าและวัฒนธรรมตามเส้นทางสายแพรไหมในอดีต จะพบว่า ประเทศจีนภายใต้ระบอบการปกครองแบบไร้จักรพรรดิได้เริ่มติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศมานมนานตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 20 แห่งศตวรรษที่แล้ว

       หลักฐานชิ้นสำคัญคือ ตัวอักษรจีนกว่า 250,000 ตัวใน 'ข่าวสารท่องยุโรป' 《旅歐通訊》 ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในต้นทศวรรษที่ 20 เมื่อ โจวเอินไหล ขณะนั้นเป็นนักข่าวพิเศษของ หนังสือพิมพ์ ‘อี้ซื่อเป้า’《益世報》ในเทียนจิน ได้มีโอกาสไปทำงานข่าวในประเทศแถบยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน

       โจวเอินไหลให้ความสนใจกับปัญหาทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังสิ้นสุดสงครามยุโรป (ความขัดแย้งในยุโรปที่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ค.ศ.1914-1919) ที่มีต่อภาวการณ์และฐานะของประเทศจีนในระบบการเมืองสากล และได้บันทึกผลการศึกษาวิจัยออกมาเป็นข้อเขียนชิ้นดังกล่าว  นี่เองได้กลายเป็นมุมมองของท่านที่มีต่อประเด็นการทูตที่น่าสนใจ

    ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ท่านได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา  โดยตั้งแต่ปีค.ศ.1937 โจวเอินไหลได้เข้าทำงานรับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยังมีโอกาสติดต่อกับผู้นำประเทศที่มีชื่อเสียงต่างๆอย่างไม่ขาดสาย  

       เมื่อถึงปีทศวรรษที่ 40 โจวเอินไหลผู้นี้ก็ได้ขึ้นสวมบทบาทผู้แทนประเทศจีนคนสำคัญในเวทีการทูต  ซึ่งทั้งนี้รวมไปถึงความสำเร็จในการเจรจาทางการทูตอย่างยาวนานและสลับซับซ้อนในปีค.ศ.1945 และ 1946 กับท่านทูตมาร์แชล ทูตพิเศษของสหรัฐอเมริกาประจำประเทศจีน (อยู่ในตำแหน่งปีค.ศ.1945-1947)

       หลังจีนสถาปนาประเทศก้าวเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ (1 ต.ค.1949)  โจวเอินไหลคือผู้กุมบังเหียนด้านการทูตของจีนทั้งในด้านโยบายและในทางปฏิบัติ  นอกจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว (ค.ศ.1949-1976) โจวยังรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วย (ค.ศ.1949-1958)  ท่านได้รับความไว้วางใจจากประธานเหมาให้เป็นผู้แทนในการเจรจาระดับสำคัญ อาทิ การปรับความเข้าใจระหว่างจีนกับอดีตสหภาพโซเวียต ในการแก้ไขสนธิสัญญาอยุติธรรมที่จีนเคยเซ็นกับโซเวียตเมื่อปีค.ศ.1945

 

         หลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดลง(ค.ศ.1950-1953) โจวเอินไหลสนับสนุนนโยบายทางการทูตแนวสันติวิธี โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมในการเจรจาทางการทูตกับนานาประเทศที่กรุงเจนีวา หรือ Geneva Conference ในปีค.ศ.1954 ในฐานะผู้นำคณะตัวแทนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน การประชุมครั้งนั้นเป็นการประชุมนานาชาติที่จีนได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเจรจา ปัญหาเกาหลีและแสวงหาความสงบสุขในแหลมอินโดจีน

       หลังปี 1958 ถึงแม้ชายผู้นี้จะมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนแล้วก็ตาม ทว่าโจวเอินไหลก็ยังคงเป็นมีบทบาทสำคัญในการบัญชาการรบใน 'หมาก' ทางการทูตของจีน และยังเข้าร่วมอยู่ในการเจรจาทางการทูตวาระสำคัญๆทั้งหมดด้วย

        โจวเอินไหลกระตือรือร้นในการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศกลุ่มทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส โดยเฉพาะการเปิดสัมพันธ์กับฝรั่งเศสในปีค.ศ.1964 นั้นนับเป็นการเปิดม่านไม้ไผ่สู่ดินแดนยุโรปอย่างจริงจัง รวมไปถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งท่านเป็นผู้เตรียมแผนฟื้นฟูและร่วมอยู่ในกระบวนการเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกาอย่างใกล้ชิดทุกระยะ 

     ทางด้านความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นนั้น ท่านก็เป็นคนเสนอทิศทางการฟื้นฟูมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น โดยยึดหลักการการทูตประชาชาติอาศัยการติดต่อระหว่างกลุ่มเอกชนนำราชการ “國民外交,民間先行,以民促官” ส่งเสริมให้มีการไปมาหาสู่ระหว่างกลุ่มบุคคลในระดับต่างๆโดยเฉพาะด้านการค้า ซึ่งภายหลังก็เกิดผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

       นอกจากนี้  โจวเอินไหลยังมีการติดต่อกับประเทศแถบทวีปเอเชียและแอฟริกา โดยเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆในแถบนี้กว่า 24 ประเทศ และในขณะเดียวกัน โจวเอินไหลผู้นี้เช่นกันที่เจรจาปัญหาชายแดนระหว่างจีนกับพม่าและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆได้เป็นผลสำเร็จด้วย

       ช่วงระหว่าง 10 ปี ของการปฎิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-1976) กิจการระหว่างประเทศของจีนตกอยู่ใต้อิทธิพลของกระแสนิยมซ้ายจัด  งานด้านการเสริมสร้างสันถวไมตรีกับนานาชาติเป็นไปอย่างยากลำบาก  ถึงกระนั้น โจวเอินไหลยังคงมุมานะเดินหน้าจับมือสร้างสัมพันธ์กับมิตรประเทศมาตลอด  จนเมื่อสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมในปีค.ศ.1976  จีนได้มีการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆจากเดิม 49 ชาติเพิ่มขึ้นเป็นถึง 107 ชาติ 

       ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถฟื้นฟูสมาชิกภาพในองค์การสหประชาชาติได้อย่างเป็นทางการอีกด้วย ซึ่งฐานะของจีนในเวทีโลกทั้งหมดนี้ไม่อาจมองข้ามความสามารถและความบากบั่นของบุรุษที่ชื่อโจวเอินไหลผู้นี้ไปได้

  เดือนเมษายน ปีค.ศ.1955 ในการประชุมระหว่างกลุ่มประเทศเอเชียและแอฟริกาที่เมืองบันดง ประเทศอินโดนีเซีย (Bandung Conference) โจวเอินไหลได้เสนอหลักการเพื่อสันติภาพ 5 ประการ (อันได้แก่ เคารพในอธิปไตยเหนือดินแดนของกันและกัน ไม่รุกรานกันและกัน ไม่ล่วงล้ำการเมืองภายในประเทศของกันและกัน อำนวยประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ) โดยยึดแนวทางการปฏิบัติแบบ 'แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง' หรือ “求同存異” (ฉิวถงฉุนอี้)

 

 กล่าวคือ  การค้นหาจุดร่วมในการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม ในขณะเดียวกันก็รักษาจุดต่างของแต่ละประเทศภายใต้ระบอบที่แตกต่าง คือฝ่ายสังคมนิยมและทุนนิยม

        สถานการณ์ก่อนการประชุมครั้งนั้นไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมในการประชุม แต่ในขณะนั้นตระหนักดีว่าหากการประชุมประสบผลสำเร็จอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อนานาประเทศอย่างรุนแรง และอาจไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯเอง  ถึงขนาดก่อนการประชุมจะเปิดฉากขึ้นสหรัฐฯได้จัดประชุมหารือกับประเทศในแถบเอเชีย เพื่อโน้มน้าวให้เบนประเด็นในการหารือมาที่เรื่องเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แทนที่จะถกกันในเรื่องการเมืองตามที่วางไว้

       อย่างไรก็ตาม  เมื่อการประชุมเริ่มเปิดฉากขึ้นตัวแทนจากบางประเทศตั้งข้อกังขาต่อจุดประสงค์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน  ตัวแทนจากบางประเทศยังเปิดฉากโจมตีจีนอย่างร้อนแรง  กระนั้นในวันที่ 2 ของการประชุม (19 เมษายน) โจวเอินไหลได้ลุกขึ้นแสดงเจตจำนงของจีนในการสร้างความสมานฉันท์ในกลุ่มประเทศเอเชียและแอฟริกาด้วยหลักการ 'แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง'

        ซึ่งเขาย้ำว่า หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในประเทศเอเชียและแอฟริกาทั้งหลาย ที่ในด้านหนึ่งก็เคยเป็นประเทศที่เคยได้รับความยากลำบากจากลัทธิล่าอาณานิคมมาแล้วไม่มากก็น้อย  ซึ่งสภาพดังกล่าวทุกฝ่ายน่าที่จะเข้าใจซึ่งกันและกันดีอย่างลึกซึ้ง  เขายังวิงวอนในทุกฝ่ายเห็นอกเห็นใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันด้วย

       ที่ประชุมเห็นพ้องในหลักการของโจวเอินไหล ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการประชุมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  และสามารถบรรลุข้อตกลงในการร่วมกันต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมในที่สุด

     แนวคิดในการ 'แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง'  คือ ความพยายามในการค้นหาจุดที่เหมือนร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และสร้างเสริมจุดนั้นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการผูกมิตรใหม่ได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสลายจุดที่แตกต่างหรือแตกแยกของทั้งสองฝ่ายให้เบาบางลง และเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พูดจากันและร่วมงานกันได้

        ต่อมา หลักการประสานความร่วมมือแบบ 'แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง' ของโจวเอินไหลถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง  ทั้งยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสัมพันธไมตรีในกลุ่มประเทศสังคมนิยมด้วยกัน

         หลายครั้งที่นายกฯนักการทูตโจวเอินไหลต้องใช้ความอดทนและอดกลั้นอย่างมากในการเผชิญหน้ากับมุมมองในด้านลบของนานาประเทศที่มีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน  บางครั้งต้องเผชิญหน้ากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ล่วงล้ำไปถึงนโยบายภายในประเทศของจีน  โจวเอินไหลต้องใช้ทั้งปฏิภาณไหวพริบและความสุขุมเยือกเย็นโต้ตอบไปด้วยความจริงใจ  บนจุดยืนที่ท่านยึดถืออย่างแน่วแน่มาตลอดที่ว่า ‘จะไม่นำมุมมองของเราที่แตกต่างจากเขาไปตัดสินผู้อื่น’

 

ว่าด้วย ความพยายามสร้างสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง อันนำไปสู่การเจรจาคืนเอกราชเหนือเกาะฮ่องกงอย่างสันติ ในปีค.ศ.1997

         ปัญหาเกาะฮ่องกงได้ถูกกำหนดให้อยู่ในวาระแห่งชาติของผู้นำจีนมาตั้งแต่แรกเริ่มการก่อตั้งจีนใหม่ เนื่องจากข้อกำหนดตามธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในเวลานั้นไม่เอื้อต่อการคืนเอกราชให้กับเกาะฮ่องกง และเมื่อพิจารณาจากสนธิสัญญาที่ราชสำนักชิงทำไว้กับสหราชอาณาจักรแล้ว (สนธิสัญญาปักกิ่งและสันธิสัญญานานกิง) จีนเองก็ตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบเต็มประตู  ฉะนั้น ความท้าทายของปัญหาดังกล่าวนอกจากในแง่ของกฎหมายแล้ว ยังรวมไปถึงการเดินเกมทางการทูตระหว่างทั้งสองฝ่าย และในเวทีโลกด้วย

        แม้ว่าภารกิจในการเจรจาคืนเอกราชเกาะฮ่องกงจะตกมาถึงมือของเติ้งเสี่ยวผิงผู้นำจีนรุ่นที่สอง (อ่านบทความประกอบ เติ้งกับการเจรจาคืนเกาะฮ่องกง)  ทว่าก่อนหน้านั้น ประธานเหมาและอดีตนายกฯโจวเอินไหลก็ได้ใช้ประโยชน์จากการพบปะเจรจากับผู้นำและตัวแทนจากสหราชอาณาจักร  และการได้เข้าร่วมในเวทีการเจรจาระดับนานาชาติในโอกาสต่างๆ  เพื่อวางรากฐานความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนแสดงจุดยืนในการคืนเอกราชอย่างสันติ  ดังจะเป็นประโยชน์ตกมาถึงในสมัยของเติ้งเสี่ยวผิง ผู้รับหน้าที่นำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์จริงเมื่อถึงกำหนดเวลาในปีค.ศ.1997

        โจวเอินไหลได้มีดำริอย่างแจ่มชัดเกี่ยวกับปัญหาเกาะฮ่องกงมาตั้งแต่ ปีค.ศ.1957 โดยในวันที่ 28 เมษายน ปีนั้น ท่านได้กล่าวปราศรัยระหว่างการพบปะกลุ่มนักธุรกิจที่เซี่ยงไฮ้ ตอนหนึ่งว่า  "สักวันหนึ่งเกาะฮ่องกงจะต้องกลับคืนสู่แผ่นดินแม่  แต่เราไม่สามารถมองฮ่องกงเป็นเหมือนเมืองอื่นๆในจีนแผ่นดินใหญ่แล้ววางนโยบายบริหารตามอย่างกันได้  หากว่าทำเช่นนั้นผลที่ออกมาคงไม่ดีแน่ เนื่องจากตอนนี้ฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ  เป็นตลาดทุนนิยมอย่างแท้จริง ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสังคมนิยมได้  และไม่ควรเปลี่ยนเป็นสังคมนิยมด้วย"

         "ฮ่องกงจำต้องคงไว้ซึ่งระบบตลาดแบบทุนนิยม จึงจะดำรงอยู่และพัฒนาต่อไปได้  สิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อเรา  ในที่สุดเกาะฮ่องกงก็จะกลายเป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของเรา  และเป็นฐานติดต่อการค้ากับต่างชาติ และเป็นช่องทางดึงดูดเงินทุนของประเทศ"

         ปลายปี 1958 ในขณะที่ฮ่องกงกำลังเนื้อหอมและเป็นที่หมายปองของประเทศมหาอำนาจต่างๆ  โจวเอินไหลมุ่งความสนใจไปที่ความเป็นอยู่ของพี่น้องร่วมชาติชาวฮ่องกงมากกว่า  ตามแนวคิดดังกล่าวจีนแผ่นดินใหญ่ได้ให้ความช่วยเหลือปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดบนเกาะ  ทั้งนี้เมื่อ โครงการสือหม่าเหอ ที่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีนลุล่วงลงในปี 1965  ก็สามารถระบายน้ำจืดเข้าสู่เกาะและช่วยบรรเทาทุกข์ของชาวฮ่องกงจากปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดที่ยืดเยื้อมานานได้

        และเมื่อจีนสามารถฟื้นฟูสถานภาพตามกฎหมายในองค์การสหประชาชาติเมื่อปีค.ศ.1971 โจวเอินไหลก็ได้แสดงจุดยืนของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนในการคัดค้านมติของคณะกรรมการปลดปล่อยเมืองอาณานิคมแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่จัดฮ่องกงและมาเก๊าเข้าอยู่ในรายชื่อเมืองขึ้นหรือดินแดนภายใต้อาณานิคม

       โดยท่านได้สั่งการให้ผู้แทนประเทศจีนในยูเอ็นทำจดหมายถึงคณะกรรมการชุดดังกล่าว  ระบุถึงอธิปไตยเหนือเกาะฮ่องกงและมาเก๊าของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ถูกรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรและรัฐบาลโปรตุเกสยึดครองไปตามลำดับ ทั้งนี้การคัดค้านดังกล่าวถือเป็นการทวงสิทธิ์ดั้งเดิมของจีนบนเกาะทั้งสอง และถือเป็นการส่งสัญญาณว่าฮ่องกงและมาเก๊าเป็นปัญหาภายในประเทศจีน

     นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องแสดงว่า ปัญหาฮ่องกงและมาเก๊าไม่จัดอยู่ในการคืนเอกราชแบบปรกติ และยิ่งมิได้หมายความถึงการปลดปล่อยหรือประกาศอิสรภาพดังเช่นเมืองขึ้นอื่นๆ

        ที่ประชุมผ่านการหารือและถกเถียงจนถึงที่สุด แล้วคณะกรรมการฯก็ได้ถอดชื่อฮ่องกงและมาเก๊าออกจากรายชื่อเมืองขึ้น ซึ่งเป็นผลให้สาธารณรัฐประชาชนจีนมีสิทธิ์อย่างชอบธรรมในการดำเนินการเจรจาปัญหาฮ่องกงมาเก๊าด้วยตนเองในวาระต่อมา

 

       อาจกล่าวได้ว่า วิสัยทัศน์อันกว้างไกลและการความหลักแหลมลุ่มลึกในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของโจวเอินไหลที่ผ่านมานั้น ได้นำคุณูปการมาสู่การรวมเกาะทั้งสองเข้าสู่อ้อมอกมาตุภูมิอย่างราบรื่นได้ในอีก 26 ปีต่อมา.

 

22 กุมภาพันธ์ 1972 โจวเอินไหลต้อนรับนิกสันที่มหาศาลาประชาคม ในกรุงปักกิ่ง การมาเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญสั่นสะเทือนโลก ที่นำมาซึ่งการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ภายหลังนิกสันประกาศเปลี่ยนแปลงท่าทีที่มีต่อจีนเมื่อกรกฎาคม 1971

 

ตัดตอนมาจาก 'โจวเอินไหลกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ' (周恩来与外交关系) โดยศูนย์วิจัยโจวเอินไหลแห่งมหาวิทยาลัยหนันไค (南开大学周恩来研究中心)

จาก www.manager.co.th