ขงจื่อ

 

ขงจื่อ

        ขงจื่อหรือขงจื๊อ (ก่อนค.ศ. 551-479) มีชื่อตัวว่า ชิว และสมญานามว่า จ้งหนี เป็นคนแคว้นหลู่ เป็นนักคิดและนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในสมัยปลายยุคชุนชิว และเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปราชญ์ หรู่เจีย ซึ่งมีความหมายว่าบัณฑิตหรือผู้รู้ 

        แนวคิดของขงจื่อหรือหรู่เจียนั้น มุ่งไปที่การบ่มเพาะเมตตาธรรม ความชอบธรรม และจารีตประเพณี สำหรับคำสอนที่สำคัญของขงจื่อล้วนถูกบันทึกไว้ในหลุนอวี่โดยบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่าน       

        ขงจื่อเกิดที่แคว้นหลู่ ซึ่งเป็นที่ดินศักดินาของป๋อฉิน บุตรของโจวกงต้านแห่งแคว้นโจว แคว้นหลู่ถือว่าเป็นเมืองที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณสมัยราชวงศ์โจวได้สมบูรณ์ที่สุด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็น เมืองแห่งจารีตและดนตรีมาแต่โบราณแล้ว สถานการณ์ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและบรรยากาศทางการศึกษาของแคว้นหลู่ มีผลมากต่อการก่อรูปแนวคิดของขงจื่อ

        ขงจื่อสูญเสียบิดาตั้งแต่ยังเด็ก สภาพแวดล้อมครอบครัวซึ่งเคยมีบรรพบุรุษเป็นขุนนาง ก็เสื่อมถอย แม้ว่าชีวิตจะลำบากยากเข็ญ แต่ขงจื่อตอนอายุ 15 ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องร่ำเรียนจนสำเร็จ

        ขงจื่อ ตั้งตนได้เมื่ออายุ 30” และเริ่มถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ แค่เอา เนื้อตากแห้งเพียงเล็กน้อยมา ก็รับเป็นศิษย์แล้ว บ้างเล่าว่าท่านมีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน การสอนถ่ายทอดความรู้ของขงจื่อ ได้พลิกโฉมการศึกษาในยุคสมัยนั้น โดยทำลายธรรมเนียมการเรียนการสอนที่จำกัดอยู่เพียงที่ราชสำนัก ทำให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการศึกษาและวัฒนธรรมมากขึ้น ตามหลักฐานทางวิชาการอาจสรุปได้ว่า ขงจื่อเป็นครูโรงเรียนราษฎร์คนแรกของจีน และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านเป็นครูที่ทรงอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อชาติจีน

     

      ขงจื่อบากบั่นเผยแพร่ความรู้อย่างไม่ท้อถอย แม้ชีวิตจะผจญอุปสรรค์มาตลอดด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ ท่านมุ่งสอนอบรมความเป็นคนที่สมบูรณ์ สร้างประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคม และต้องระเหเร่ร่อนนานถึง 14 ปีไปตามเมืองแว่นแคว้นต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความความสับสนวุ่นวายทั้งปัญหาการเมืองการห่ำหั่นแก่งแย่งอำนาจ สงครามไม่รู้จบ...เพื่อเสนอแนวคิดการสร้างสังคมที่ดีงามยุติธรรมแก่บรรดาเจ้าครองนครรัฐต่างๆ แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ กระทั่งเคยถูกกักตัวปล่อยให้อดอยากทรมาน ดังเช่นกรณีที่ขงจื่อและเหล่าศิษย์ถูกพวกนครไช่กักตัวไว้ ไม่ให้เดินทางไปช่วยราชการที่รัฐคู่อริแห่งฉู่ในราวปีที่ 489 ปีก่อนค.ศ. ในตอนนั้น จื่อลู่ศิษย์ผู้หนึ่งถึงกับถามว่า อุดมการณ์ของท่านอาจารย์สูงส่งเกินไป จึงเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ท่านอาจารย์ควรลดอุดมการณ์ให้ต่ำลงมาสักหน่อย?” แต่ขงจื่อผู้ล่วงสู่วัยชราแล้วในขณะนั้น ก็ตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “...ผู้มีอุดมการณ์ที่แม้สามารถทำอุดมคติให้เป็นจริงได้ ก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เธอกำลังหวั่นไหวในการปลูกฝังคุณธรรม ทั้งกังวลว่าผู้อื่นไม่ยอมรับตนนั้น ไม่เป็นความคิดที่ต่ำไปหรือ?”

        หลังจากกลับมาที่แคว้นหลู่เมื่ออายุ 69 ปี ชาวหลู่ยกย่องขงจื่อให้เป็นขุนนางอาวุโสแห่งแคว้นหลู่เมื่อต้นสมัยหลู่อายกงกับจี้คังจื่อมักจะถามข้อราชการกับขงจื่ออยู่บ่อยๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เคยได้นำมาใช้เลย พอถึงวัยชรา ขงจื่อใช้เวลาทุ่มเทอยู่กับการจัดการประวัติศาสตร์และดำเนินการด้านการศึกษาต่อไป มาถึงสมัยหลู่อายกงปีที่ 16 (ก่อนค.ศ. 479) ขงจื่อก็ถึงแก่กรรม ร่างถูกฝังไว้ที่ซื่อสุ่ย ทางเหนือของเมืองหลู่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในมณฑลซานตง คำสอนของขงจื่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามอย่างยิ่ง ความคิดของท่านได้กลายเป็นแกนสำคัญในวัฒนธรรมความคิดที่สืบทอดต่อๆกันมาของชนชาติจีน.

 


 

เหลาจื่อ

       เกร็ดประวัติชีวิตของเหลาจื่อนั้นยากที่หาข้อพิสูจน์ เรารู้เพียงแต่ว่าเหลาจื่อ แซ่ หลี่ ชื่อตัวว่า เอ๋อร์ มีสมญาว่า ตาน เป็นคนอำเภอขู่ แคว้นฉู่ (ปัจจุบันคือเมืองลู่ในมณฑลเหอหนาน แม้แต่เรื่องที่เหลาจื่ออยู่จนถึงอายุเท่าไหร่ ก็ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจน บ้างว่า ท่านเป็นปราชญ์ร่วมยุคสมัยกับขงจื่อ ช่วงราวๆสมัยของโจวเหวินหวาง เคยเข้ารับตำแหน่งเป็น ซีป๋อ ดูแลแผ่นไม้ไผ่(เปรียบเหมือนหนังสือในสมัยนั้น)ที่มีอยู่ในบ้านเมือง (เท่ากับห้องสมุดแห่งชาติ ) เมื่อโจวอู่หวางขึ้นครองราชย์ เหลาจื่อก็มีหน้าที่จดบันทึกข้อคิดเห็นในการคุยของราชการที่ท้องพระโรง ในขณะนั้นเข้มงวดเรื่องชนชั้นมาก มีเพียงโจวอู่หวางที่สามารถก้มหรือนั่งได้ ส่วนเหล่าขุนนางได้เพียงแต่นั่งกับพื้นไม่มีที่เท้าหรือที่พิง แต่เหลาจื่อกลับถูกแต่งตั้งพิเศษให้เป็น จู๋เซี่ยลี่ สามารถนั่งพิงเสาบันทึกข้อราชการได้

        เมื่อถึงสมัยที่โจวเฉิงหวางปกครองบ้านเมือง เหลาจื่อให้การเผยแพร่ความรู้แก่ผู้คนไปทุกหนทุกแห่ง สรรเสริญคุณงามความดีของราชวงศ์โจว เนื่องจากผู้อาวุโสท่านนี้ เป็นพหูสูตร มีความรู้ลึกซึ้งและกว้าง ผู้คนเคารพและเลื่อมใสศรัทธา ดังนั้นท่านจึงถูกยกย่องให้เป็น กู่เซียนเซิงเมื่อถึงสมัยโจวจาวหวาง เรื่องราวของเหลาจื่อก็มีอายุเกือบจะถึง 100 ปี ในสมัยนั้น เหลาจื่อคาดคะเนว่าจะเกิดการสู้รบขึ้นทุกหนทุกแห่ง ทำอย่างไรก็ไม่สามารถหยุดยั้งการต่อสู้ที่ใช้กลอุบายครั้งนี้ได้ ดังนั้น ท่านจึงออกจากราชการ ขี่วัวหนุ่ม มุ่งหน้าทางทิศตะวันตกผ่านหานกู่กวาน ไปบำเพ็ญเพียรที่เขาคุนหลุน (คุนลุ้น) เมื่อตอนที่ผ่านด่านหานกู่กวาน หยินสี่หัวหน้าด่าน หานกู่กวานพอรู้ว่าเหลาจื่อจะผ่านมาก็แอบไปพบ และขอให้เหลาจื่อเขียนหนังสือให้เป็นที่ระลึก เหลาจื่อจึงเขียนหนังสือไว้ 5,000 ตัวอักษร ซึ่งก็คือคัมภีร์ เหลาจื่อ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คัมภีร์เต้าเต๋อจิง” (เต๋าเต็กเก็ง) ซึ่งเป็นผลงานอันลือเลื่องและได้รับการยกย่องทั่วโลก นักปราชญ์ในรุ่นหลังได้แบ่งเต๋าเต็กเก็งเป็น 81 บท

      

       เต๋าตามความหมายศัพท์ที่มักแปลกันคือ หนทางหรือวิถี ทว่าความหมายของเต๋าจริงๆนั้น ยากยิ่งแก่การอธิบาย ดังที่บทที่ 1 ของคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งว่าคือ เต๋าที่อธิบายได้ มิใช่เต๋าที่อมตะ ปราชญ์ลัทธิเต๋าพยายามเสนอวิถีทางที่จะนำไปสู่สังคมสันติภาพ โดยเชื่อว่า เต๋านั้นยิ่งใหญ่ครอบคลุมคุณธรรม เมตตาธรรม ความชอบธรรม ดังที่ในคัมภีร์เต๋าเต็งเก็งบทที่ 38 บอกว่า เมื่อรักษาเต๋าไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบคุณธรรม เมื่อรักษาคุณธรรมไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบเมตตาธรรม เมื่อรักษาเมตตาธรรมไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบความชอบธรรม เมื่อรักษาความชอบธรรมไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบแบบแผนจารีต...

        คนรุ่นหลังยกย่องให้เหลาจื่อเป็นปฐมาจารย์แห่งลัทธิเต๋า เปรียบตัวของเหลาจื่อดั่งมังกรในร่างมนุษย์ เป็นผู้ลึกลับ ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ ความคิดของเหลาจื่อกว้างขวางและลึกซึ้งมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขงจื่อเดินทางไปพบสนทนากับเหลาจื่อ และกลับสำนักด้วยอาการอ่ำอึ่ง บรรดาศิษย์เห็นอาจารย์นิ่งเงียบไปนานถึงวันสองวัน จึงถามขึ้นว่า เหลาจื่อเป็นอย่างไร ขงจื่อบรรยายถึงเหลาจื่อว่าเปรียบดั่งพญามังกรผู้มีภูมิธรรมลึกซึ้งสุดหยั่ง มักโลดแล่นอยู่ในท้องนภากาศ เหาะเหินเล่นลม ซ่อนกำบังกายในหมู่เมฆ นานๆจึงปรากฏตัวเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว และไม่มีใครเคยจับตัวได้

       แม้ในปัจจุบันซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมาก ก็ยังมีนักวิจัยมากมายที่ทำการศึกษาวิจัยแนวคิดของเหลาจื่ออย่างไม่ขาดสาย ทั้งยังนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งแพร่หลายมากในโลกตะวันตก มีฉบับแปลภาษาอังกฤษมากกว่า 100 สำนวน สำหรับฉบับแปลภาษาไทยขณะนี้ มีประมาณ 20 สำนวน