แฝดสยาม

 

     เมื่อช่วงปลายๆ เดือนมกราคมที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ดูสารคดีเกี่ยวกับฝาแฝดที่มีศีรษะติดกัน ทางช่องยูบีซี ทำให้ผมไพล่นึกไปถึงฝาแฝดคู่ที่โด่งดังที่สุดคู่หนึ่งของโลก ผู้ซึ่งเป็นบุคคลคู่ที่ทำให้คำว่า สยาม เป็นที่รู้จักกันในระดับสากล ภายใต้คำศัพท์... ไซมิส ทวินส์’ (Siamise Twins)... ครับ, ที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก อิน จัน แห่งลุ่มน้ำแม่กลอง และเป็นคู่เดียวกับ เอ็ง ชาง บังเกอร์ แห่งสายน้ำนอร์ทแคโรไลนา ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปโด่งดังจนกลายไปตำนานในแผ่นดินที่อยู่อีกฟากของฝั่งฟ้า ... เป็น อิน จัน ที่ทำให้ชาวตะวันตกรับรู้ถึงการมีอยู่ของประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคอุษาคเนย์แห่งนี้

        ย้อนเวลาไปเมื่อราวปี พ.ศ. 2345 ... ‘ทีอาย หนุ่มชาวจีนที่เดินทางฝ่ามรสุมกลางทะเล มาขึ้นบก ณ สยามประเทศ จุดประสงค์เพื่อมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร (ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2) และตั้งรกรากทำมาหากินประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงครอบครัวอยู่ที่ริมแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรปราการ และที่นี่เองที่หนุ่มร่างเล็กผิวเหลืองคนนี้ ได้พบรักกับสาวไทยผู้ขยันขันแข็งอย่าง นางนาก ในที่สุดทั้งคู่ก็ตกลงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันผัวเมีย ก่อร่างสร้างครอบครัวเล็กๆ อย่างมีความสุข มีลูกเล็กๆ น่ารัก 3 คนไว้เชยชม

 

        และในปี พ.ศ. 2353 นางนากได้ตั้งครรภ์เป็นครั้งที่ 4 นางรู้สึกว่าครั้งนี้ท้องของนางใหญ่กว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้ผิดสังเกตอะไรมากนัก จนเดือนพฤษภาคมปีถัดมา (2354) อันเป็นกำหนดการลืมตาดูโลกของพยานรักคนที่ 4 ของนางและสามีชาวแผ่นดินใหญ่ ทีอายผู้เป็นแฟมิลี่แมนได้จัดการตระเตรียมหมอตำแยไว้รอท่า จัดหาห้องหับบนเรือสำหรับคลอดและอยู่ไฟไว้อย่างพรักพร้อม ในเบื้องแรกที่หมอตำแยเห็นสัญลักษณ์แห่งเพศชายของทารกน้อย ก็กำลังจะอ้าปากบอกนางนากอย่างดีใจ แต่วินาทีถัดมานางหมอตำแยเฒ่าก็ต้องอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นสภาพที่แท้จริงของอินและจัน... แฝดน้อยถูกพันธนาการด้วยความผิดปกติทางธรรมชาติที่ปรากฏให้เห็นไม่บ่อยนัก และสิ่งที่มัดสองร่างให้รวมเป็นวิญญาณเดียวกันนั้น ก็คือเอ็นเล็กๆ ยาวประมาณ 3-4 นิ้ว ตรงหน้าอกของทารกน้อย

        แต่แม้ว่าอินและจันจะมีร่างกายที่ผิดแปลกไปจากคนอื่น นั่นก็หาได้ทำให้วิถีชีวิตของพวกเขาทั้งคู่ ผิดแผกแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ แขนขาของพวกเขาที่มีรวมกันแล้วเป็น 4 ข้าง หาได้เป็นอุปสรรคในการช่วยรับภาระแบ่งเบางานในบ้านไม่ ฝาแฝดสามารถบังคับแขนขาทั้ง 4 ข้างของพวกเขาให้ทำงานสอดคล้องกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่าจะถูกสั่งการจากคนละสมองก็ตาม กิจกรรมของทั้งคู่ทำให้คนที่ไม่เคยเห็นรู้สึกทึ่ง ทั้งคู่ปีนต้นไม้ได้คล่องแคล่ว พายเรือได้รวดเร็ว ลากแห ลงอวนได้กระฉับกระเฉง แต่สำหรับคนในละแวกลุ่มน้ำแม่กลองแถบตำบลแหลมใหญ่ ถือเป็นภาพชินตาในความขยันขันแข็ง แข็งแรง และเอาการเอางานของเด็กหนุ่มฝาแฝดทั้งสอง

       

        ชีวิตของอินและจันน่าจะเป็นชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายตามวิถีของคนแม่น้ำทั่วไป หากว่าโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวสกอตแลนด์ ผู้ซึ่งมีสายเลือดนายวาณิชย์ไหลเวียนอยู่ในทุกเม็ดโลหิต ในสมองของนายฮันเตอร์ราวกับมีลูกคิดรางแก้วอยู่ภายในและทำงานอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นในชีวิตของคนประเภทนี้จะมีเพียงแค่คำว่า กำไร เพียงเท่านั้น แวบแรกที่ฝรั่งตาน้ำข้าวผู้นี้เห็นอินและจันในวัยรุ่นหนุ่ม ฮันเตอร์ก็รู้ดีว่า ฝาแฝดลูกครึ่งเอเชียคู่นี้ จะเป็นสินค้ามีชีวิต ที่สามารถทำเงินให้เขาได้อย่างมหาศาล และหลังจากการวิ่งเต้นชนิดสาหัสสากรรจ์ ฮันเตอร์ก็สามารถนำฝาแฝดคู่นี้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปกับเขาได้ยังดินแดนแห่งเสรีภาพ... สหรัฐอเมริกา โดยมีสัญญาจ้างที่ลงลายมือของฝาแฝดเอาไว้ ว่าจะไปแสดงตัวแก่สายตาประชาชน เพื่อแลกกับค่าเข้าชม โดยอินและจันจะได้ค่าแรงเป็นเงินจำนวนหนึ่งซึ่งทั้งคู่พอใจ แต่สองหนุ่มแห่งแดนสยามหารู้ไม่ว่า สัญญาของคนชาวผู้ดีผู้เห็นแก่ตัวรายนี้ ที่แท้แล้วเป็นสัญญาทาสชัดๆ

        ทันทีที่เท้าของแฝดหนุ่มแตะพื้นแผ่นดินอเมริกา โลกใหม่ของวัยรุ่น 2 คนช่างน่าตื่นตา อินและจันจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ฝรั่งต่างชาติเรียกได้สะดวกปาก อินจึงเป็นเป็น เอ็ง’ (ENG) และจันได้เป็น ชาง’ (CHANG) ฮันเตอร์ใช้งานหนุ่มน้อยทั้งสองอย่างหนัก ในระยะแรกอินและจันก็สนุกกับสถานที่ใหม่ๆ อาหารแปลกๆ ผู้คนที่แตกต่าง ทั้งสีผิว สีผม ภาษาพูด การแต่งกายที่ไม่คุ้นชิน ทำให้การทำงานอย่างหนักของสองแฝดกลายเป็นเรื่องบันเทิงใจ รายรับที่มากในความรู้สึกของทั้งคู่ ที่เคยแต่ทำมาหากินจากการค้าขายอย่างเหนื่อยยาก ดูจะคุ้มค่าเพียงแค่ไปทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ บนเวที เล่นตีลูกขนไก่โต้ตอบระหว่างกันและกัน หรือการแสดงโชว์โขกหมากรุกฝรั่ง หรือการท้าผู้ชมขึ้นมาเล่นหมากรุก ไม่ทำให้ทั้งคู่รู้สึกเหนื่อย แต่หารู้ไม่ว่า ส่วนแบ่งที่พวกเขาได้รับเป็นเพียงเศษเงินเท่านั้นหากเทียบกับรายได้ที่ทั้งคู่กอบโกยใส่กระเป๋าของฮันเตอร์ 

 

        แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งอินและจันเรียนรู้จากประสบการณ์ ทั้งคู่เริ่มเรียนพูดภาษาอังกฤษ จากนั้นก็เป็นอ่านและเขียน สัญชาตญาณบางอย่างของฝาแฝดเริ่มส่งความรู้สึกต่อความดีที่แอบแฝงของฮันเตอร์ เหตุการณ์ที่ทำให้เขาทั้งคู่เสียความรู้สึกที่สุดคือเมื่อฮันเตอร์นำสองแฝดไปแสดงนอกประเทศอเมริกา อินและจันถูกจัดให้พักในห้องราคาถูกสำหรับคนใช้ เมื่อทั้งคู่ไปโวยวาย ฮันเตอร์แก้ตัวว่าเป็นความเข้าใจผิดของทางเรือเดินทะเลเอง แต่กัปตันของเรือลำนั้นได้แอบมาบอกความจริงให้อินและจันทราบว่าเป็นความประสงค์ของฮันเตอร์ ที่ต้องการจ่ายเงินให้น้อยที่สุด กับการกินอยู่และการเดินทางของสองแฝด นั่นทำให้เป็นชนวนแห่งความแตกร้าว และหลังจากสัญญากับฮันเตอร์หมดลง สองแฝดเจรจาขอแยกทางกับฮันเตอร์ทันที และออกมาแสดงโชว์ของตัวเอง โดยจ้างผู้จัดการเก่าที่เป็นมิตรรักผู้ซื่อสัตย์ให้ทำงานต่อไป

        เมื่ออินและจันกลายเป็น ศิลปินเดี่ยว พวกเขาตระเวนออกแสดงทั่วสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ จนอายุ 28 ปี สามารถทำรายได้ทั้งหมดประมาณ 60,000 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นยุคทองของสองแฝด ทั้งคู่ประสบความสำเร็จเกินหน้าใครหลายๆ คนในวัยเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่าความผิดปกติที่พระเจ้าสร้างขึ้น กลับกลายเป็นพรแห่งความโชคดีที่ประทานให้แก่พวกเขา... ต่อมาไม่นานอินและจันเกษียณตัวเอง และย้ายไปอยู่ที่เมืองวิลเคสบอโร (Wilkesboro) มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่นี่เองที่แฝดอิน-จันจดทะเบียนชื่อสกุลเป็นบังเกอร์ (Bunker) ในปี พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) เพื่อให้มีสิทธิเป็นชาวอเมริกัน เพราะทางการไม่ยอมให้โอนสัญชาติหากไม่มีชื่อสกุลเป็นคริสต์

        และเมื่ออายุได้ 32 ปี ทั้งคู่พบและตกหลุมรักกับสองศรีพี่น้องนามอะดีเลด (Adelaide) และซาราห์ แอน หรือแซลลี เยตส์ (Sarah Ann หรือ Sallie Yates) ซึ่งเป็นธิดาสาวของผู้เผยแผ่ศาสนา ในเบื้องต้นความรักของทั้ง 4 คนมีอุปสรรคมากมาย แต่ในที่สุดก็ลงเอยด้วยดี คู่รักทั้ง 2 คู่จึงได้เข้าพิธีวิวาห์กันในที่สุด

        พิธีแต่งงานเกิดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2386 (ค.ศ. 1843) แรกทีเดียวทั้งสี่อาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียว และหลังจาก 9 เดือน ภรรยาทั้งสองก็ให้กำเนิดทารกในระยะห่างกันเพียง 6 วัน โดยลูกคนแรกเป็นบุตรชายซึ่งเกิดจากซาราห์กับอิน แฝดอิน-จันมีบุตรธิดารวมกันทั้งสิ้น 22 คน โดยที่อะดีเลดกับจันมีชาย 3 หญิง 7 ส่วนอินกับซาราห์มีชาย 7 หญิง 5 ไม่ปรากฏว่าลูกคนใดมีความผิดปกติ นอกจากมีบันทึกว่า 2 คนเป็นใบ้ หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างมีลูกได้ 3 คนแล้ว ภรรยาทั้งสองก็ขอแยกไปอยู่ต่างบ้าน มีผู้สันนิษฐานไว้ 2 สาเหตุ คือเพราะต้องการพื้นที่เลี้ยงดูลูกมากขึ้น และเพราะศรีภรรยาทั้งสองเริ่มทะเลาะเบาะแว้งกัน อิน-จันจึงลงเอยด้วยการสร้างบ้านใหม่ขึ้นอีกหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างกันไม่ถึง 1 ไมล์ แล้วไปอยู่บ้านละ 3 วันสลับกัน ยกเว้นเมื่อต้องออกปรากฏตัวซึ่งบางครั้งต้องจากบ้านเป็นแรมปี อิน-จันเคร่งครัดกับตารางเวลาดังกล่าวมาก และไม่ยอมเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

 

        ชีวิตในช่วงนี้ของฝาแฝด ถือว่ามีเป็นความรุ่งโรจน์เรืองรองก็ว่าได้ มีเงิน มีงาน มีชื่อเสียง มีมิตรสหาย มีข้าทาสบริวาร มีบ้านของตัวเอง มีครอบครัว มีคู่คิด มีผลผลิตแห่งความรักจำนวนไม่น้อย แล้วถามว่า ในชีวิตคนคนหนึ่ง จะต้องการอะไรมากยิ่งไปกว่านี้??? หากแต่คำว่า ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ดูจะเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้กับมนุษย์ทุกผู้ เมื่อชีวิตก้าวไปถึงขีดสุด จนไม่มีขั้นบันไดให้ก้าวเดินไปแล้ว ก็จำต้องจะหยุดอยู่กับที่ หรือไม่ก็ลงจะจุดสูงสุดนั้น ชีวิตของสองแฝดบันลือโลกคู่นี้ก็เช่นกัน บังเอิญที่เนื้อที่ฉบับนี้หมดเสียก่อน จำเป็นที่แฟนานุแฟนที่เคารพทั้งหลาย ต้องติดตามอ่านในฉบับหน้าเสียแล้วล่ะขอรับ ในภาคจบของอินและจัน และแถมท้ายด้วยล้อมกรอบเรื่องน่าสนใจของชีวิตแฝดสยามรายอื่นๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

 

หมายเหตุ- ขอบพระคุณข้อมูลจากหนังสือเรื่อง คู่กันนิรันดร เขียนโดยอริยา จินตพานิชการ