กว่าจะเป็นเพลงชาติไทย

โดย motasports หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

   

     

เพลงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ แสดงความเป็นเอกราชของชาติ เป็นแหล่งรวมใจของคนในชาติให้เป็นจุดเดียวกัน สร้างความภูมิใจในศักดิ์ศรี สิทธิเสรีภาพระหว่างคนในชาติ และเพื่อปลุกใจให้เกิดความรักชาติ กว่าจะมาเป็นเพลงชาติในปัจจุบันนั้นได้รับการประพันธ์ ออกมามากมายโดยมีเนื้อร้องและทำนองที่แตกต่างกันไป

ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ เมื่อปี พ.. ๒๓๙๕ ได้มีนายทหารอังกฤษ ๒ คน ซึ่งเข้ามาเป็นครูฝึกทหารเกณฑ์ในวังหลวงและวังหน้า คือ ร้อยเอก อิมเปย์ (Impey) และร้อยเอก น๊อกซ์ (Thomas G. Knox) นายทหารอังกฤษทั้ง ๒ นายนี้ ได้ใช้เพลงก๊อดเซฟเดอะควีน” (God Save the Queen) เป็นเพลงฝึกสำหรับทหารแตร และประเทศอังกฤษเองก็ได้ใช้เพลงก๊อดเซฟเดอะควีนนี้เป็นเพลงประจำชาติ

 

การฝึกทหารของไทยสมัยนั้นใช้แบบอย่างของประเทศอังกฤษ ดังนั้นเพลงก๊อดเซฟเดอะควีนจึงถูกใช้เป็นเพลงเกียรติยศ ถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ และใช้สำหรับกองทหารไทยในระหว่างปี พ.. ๒๓๙๕ ถึง ๒๔๑๔  เรียกกันว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ”...ต่อมา พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) จึงได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นมาใหม่ โดยใช้ทำนองเพลงก๊อดเซฟเดอะควีนเดิม แต่ตั้งชื่อเพลงขึ้นใหม่ว่าจอมราชจงเจริญนับได้ว่าเป็นเพลงชาติฉบับแรกของประเทศสยาม

 

เพลง "จอมราชจงเจริญ"

แต่งโดย พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) 

ทำนอง ก๊อดเซฟเดอะควีน 

  

ความสุขสมบัติทั้งบริวาร เจริญพละ ปฏิภาณผ่องแผ้ว

จงยืนพระชน...มาน นับรอบร้อย แฮ

มีพระเกียรติเพริศแพร้ว เล่ห์ เพี้ยง จันทร

 

พระยาศรีสุนทรโวหาร

 

 

ขุนวิจิตรมาตรา

ต่อมาปี พ.. ๒๔๑๔ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้น สิงคโปร์ยังคงเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ กองทหารดุริยางค์สิงคโปร์ จึงบรรเลงเพลงก๊อดเซฟเดอะควีนเพื่อถวายความเคารพ

เมื่อทรงเสด็จกลับถึงพระนคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีว่า ประเทศมีความจำเป็นจะต้องมีเพลงชาติที่เป็นของตัวเอง เพื่อแสดงถึงความเป็นเอกราชของชาติ จึงได้โปรดเกล้าให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษาหาเพลงชาติ ที่มีความเป็นสยามประเทศ มาใช้แทนเพลงก๊อดเซฟเดอะควีนคณะครูดนตรีไทยได้เลือกเพลงทรงพระสุบัน หรือเรียกอีกอย่างว่าเพลงบุหลันลอยเลื่อนซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) โดยนำมาเรียบเรียงใหม ่ให้มีความเป็นสากลขึ้นโดยนาย เฮวุดเซน (Heutsen) นับเป็นเพลงชาติไทยฉบับที่สอง  ใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.. ๒๔๑๔-๒๔๓๑ 

 

สำหรับเพลงชาติไทยฉบับที่สาม คือ เพลงสรรเสริญพระบารมี” (ฉบับปัจจุบัน) ประพันธ์โดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย คำร้องเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติในระหว่างปี พ.. ๒๔๓๑-๒๔๗๕

เพลงชาติไทยฉบับที่สี่ คือ เพลงชาติมหาชัยใช้เป็นเพลงชาติในระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.. ๒๔๗๕ โดยอาศัยทำนองเพลงมหาชัย ส่วนคำร้องนั้นประพันธ์โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อใช้ขับร้องและบรรเลงปลุกเร้าใจประชาชน ก่อให้เกิดความรักชาติและสร้างความสามัคคีในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ต่อมาจึงดำริจะให้มีเพลงชาติแบบสากล จึงได้มีการมอบหมายให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) แต่งทำนองเพลงชาติฉบับแรกขึ้น โดยมีขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แต่งคำร้อง

   

 

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

เพลง "ชาติมหาชัย"

คำร้อง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

ทำนอง เพลงมหาชัย

   

สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ

ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย

เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน วางธรรมนูญสถาปนาพาราใหม่

ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดิน ฟ้า

 

เพลงชาติไทยฉบับที่ห้า คือ เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ผู้ประพันธ์ทำนอง มีคำร้องประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.. ๒๔๗๕ - ๒๔๗๗ ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเป็นประธาน มีกรรมการท่านอื่นๆ ดังนี้ คือ พระเรี่ยมวิรัชพากย์, พระเจนดุริยางค์, หลวงชำนาญนิติเกษตร, จางวางทั่ว พาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท คณะกรรมการชุดน ี้มีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเพลงชาต ิโดยเฉพาะผลการตัดสินปรากฏว่า  เพลงที่ได้รับคัดเลือกคือ ฉบับที่ประพันธ์โดย จางวางทั่ว พาทยโกศล

 

พระเจนดุริยางค์

 

สำหรับเพลงชาติแบบไทยฉบับนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่าเพลงชาติแบบไทยนั้น ท่านผู้แต่ง ได้ดัดแปลงทำนองมาจากเพลงหน้าพาทย์สำคัญของไทย ที่มีชื่อว่าเพลงตระนิมิตรให้สามารถบรรเลงเป็นทางสากลได้ ซึ่งเพลงตระนิมิตรนี้เป็นเพลงที่ถือว่าเป็นเพลงครู นักดนตรีจะใช้บรรเลงในพิธีสำคัญต่างๆ เช่น งานไหว้ครู บรรเลงเป็นการอัญเชิญครูบาอาจารย์ เทวดาทั้งหลายมาประชุมกัน เพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนั้น จึงมีความหมายอันควรแก่การเคารพนับถือ เป็นสิริมงคลเหมาะสมที่จะใช้เป็นเพลงชาติไทยได้ เพลงชาติฉบับน ี้ได้ใช้เป็นเพลงบรรเลงออกอากาศ ทางวิทยุกระจายเสียง ของกรมโฆษณาการอย่างเป็นทางการอยู่ระยะหนึ่ง ส่วนเพลงชาติในแบบสากลฉบับของ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) นั้น ก็ยังคงนำมาใช้บรรเลงอยู่ด้วย ในหลายๆโอกาสเช่นกัน จึงอาจจะกล่าวได้ว่าในยุคนั้นชาติไทย หรือประเทศสยาม ณ เวลานั้นของเรา มีเพลงชาติไทยถึง ๒ แบบ ๒ ทำนอง ต่อมาภายหลัง คณะกรรมการชุดเดียวกันน ี้ได้มีการพิจารณาว่าให้ใช้เพลงชาติเพียงเพลงเดียว คือให้ยกเลิกเพลงชาติแบบไทยและเลือกเพลงชาติตามแบบสากลให้คงไว้ใช้ต่อไป

จางวางทั่ว พาทยโกศล

 

 

ฉันท์ ขำวิไล

เมื่อสรุปทำนองหลักของเพลงชาติไทยได้แล้ว ทางคณะกรรมการฯ จึงได้จัดให้มีการประกวดบทร้องขึ้นใหม่ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาให้รางวัลแก่บทร้อง ๒ ฉบับ คือบทร้องของ นายฉันท์ ขำวิไล  และบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา

เพลงชาติฉบับที่หก คือ เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ที่เพิ่มคำร้องของนายฉันท์ ขำวิไล เข้าต่อจากคำร้องของขุนวิจิตรมาตรา ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.. ๒๔๗๗ - ๒๔๘๒ เป็นเพลงชาต ิที่เป็นฉบับของทางราชการฉบับแรก และในปี พุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นประเทศไทยทำให้เกิดการแก้ไขเนื้อร้องใหม่อีกครั้งหนึ่ง  โดยประกาศให ้ยื่นประกวดเนื้อเพลงที่แต่ง ให้เข้ากับทำนองเพลงชาติที่มีอยู่เดิม มีรางวัลให้ผู้ชนะเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท  การประกวดครั้งน ี้ถือเป็นเนื้อร้องเพลงชาติที่แน่นอนสืบไป โดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน ในชั้นสุดท้าย สำหรับเพลงชาติฉบับนี้ เนื่องจากมีความยาวมาก ช่วงระยะหนึ่ง ได้ตัดตอนแบ่งการร้องออกเป็นช่วงเช้า และช่วงเย็น ช่วงละ ๒ บท  พอมาตอนหลัง จึงตัดตอนเหลือเฉพาะเพลงบรรเลงเท่านั้น

  

เพลงชาติไทย ฉบับพิสดาร

คำร้อง สง่า กาญจนาคพันธุ์ และฉันท์ ขำวิไล

ทำนอง พระเจนดุริยางค์

 

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า

สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา รวมรักษาสามัคคีทวีไทย

บางสมัยศัตรูจู่โจมตี ไทยพลีชีวิตร่วมรวมรุกไล่

เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยโบราณรอดตลอดมา

อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า

เอกราชคือเจดีย์ที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ

รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้

เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย

เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม

ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา

ถึงแม้ไทย ไทยด้อยจนย่อยยับ ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า

ควรแก่นามงามสุดอยุธยา นั้นมิใช่ว่า จะขัดสนหมดคนดี

เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้

ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสรเสรี เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย

จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น ว่าไทยมันรักชาติไม่ขาดสาย

มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย สยามมิวายผู้มุ่งหมายเชิดชัยไชโย

  

ในเดือนกันยายนปีเดียวกันนั้นเอง ผลปรากฏว่าผู้ชนะ ได้แก่เนื้อร้องที่ประพันธ์โดย นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ซึ่งส่งเข้าประกวด ในนามของกองทัพบก คณะกรรมการ ได้คัดเลือกบทเนื้อร้องของ หลวงสารานุประพันธ์ เสนอให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัย ที่ประชุมปรึกษาพิจารณาแล้ว ลงมติรับบทเพลงนั้น โดยแก้ไขไปบ้างตามความเหมาะสม รัฐบาลจึงได้ประกาศใช ้เป็นเพลงชาติไทยฉบับปัจจุบัน  เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.. ๒๔๘๒ ดังที่เราได้ยินได้ฟังกัน จนถึงทุกวันนี้... ....

หลวงสารานุประพันธ์

 

เพลงชาติไทยในปัจจุบัน

ทำนอง : พระเจนดุริยางค์

คำร้อง : นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

 

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย  เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี

ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด  เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่  

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี  เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัยชโย"

 

  

<xmp>