12 ปี แห่งความทรงจำ

 

 

บทความนี้คงไม่ใช่นิยายหรือเรื่องเล่าจากรุ่นปู่ที่สืบทอดกันมา แต่หากเป็นเรื่องจริงย้อนยุคของพวกเรา ที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในรั้วโรงเรียน เซนต์คาเบรียล  เนื้อหาบางส่วนจะให้เล่าอย่างสุภาพทุกถ้อยคำมันก็คงกระดากใจสำหรับการเขียนอยู่สักหน่อย เอาเป็นว่า บทความ 12 ปีแห่งความทรงจำนี้ จึงขอเล่าสู่กันฟังโดยใช้สไตล์สบายๆ ก็แล้วกัน 

 

        เหตุเกิดคงต้องย้อนกลับไปกว่า 30 ปีที่แล้ว หรือปี 2516 ที่เป็นปีแห่งการกำเนิดของพวกเราส่วนใหญ่ เพราะเป็นปีแรกที่เราได้แต่งชุดน้ำเงินขาวเป็นครั้งแรก ในปีแรกนั้นคงเป็นปีที่สร้างความปวดหัวให้แก่มาสเซอร์ประจำชั้น เฉพาะพวกเราส่วนใหญ่คงร้องไห้ อยากกลับบ้านเป็นแน่ ปีนั้นเริ่มต้นด้วยจำนวนห้อง 4 ห้อง คือห้อง A ถึงห้อง D โดยมีนักเรียนแต่ละห้องกว่า 60 คน โดยเริ่มแรกพวกเราจะเรียนกันที่ตึกประถมสูง 2 ชั้น ซึ่งปัจจุบันตึกดังกล่าวถูกทุบและสร้างเป็นตึกฟาติมาแทน 

          พอเวลาผ่านพ้นไปอีก 1 ปี พวกเราโตขึ้นอีกนิด ขยับขึ้นเรียนในชั้น ป.2 แต่ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ทางโรงเรียนจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนห้องเรียนอีกหนึ่งห้อง โดยเป็นการตัดนักเรียนในแต่ละชั้นออกห้องละประมาณ 10 คน แล้วปนกับเด็กใหม่ที่รับเพิ่มเข้ามาในปีนั้น และกลายเป็นห้อง E หรือสายชมพู  จากเด็กเล็กๆ ก็ถูกขยับฐานะขึ้นเป็นแค่เด็กเล็กเมื่อเราขึ้น ป. 3 โดยพวกเราถูกย้ายไปเรียนที่ตึกยิมเนเซียมจนถึง ป. 4 ซึ่งเป็นปีแรกที่เด็กอย่างพวกเราได้เรียนรู้ถึงความเป็นผู้นำของเด็ก ด้วยการเป็นหัวหน้าสายในการแข่งขันกีฬาสีเด็ก ซึ่งพวกเราจะต้องวางแผนและคัดเลือกน้องๆ ในชั้นเด็กๆ เพื่อร่วมแข่งขันกีฬาสีที่เราชื่นชอบ ส่วนกีฬาที่พวกเราร่วมแข่งหน่ะเหรอ ย้อนนึกไปแล้วยังนึกขำไม่หาย ก็จะมีอะไรหล่ะนอกจากการแข่งขันปิดตาตีหม้อ ชักคะเย่อ วิ่งเปี้ยว ทุ่มน้ำหนัก เป่าแป้งหาเหรียญ  แต่ก็อีกนั้นแหล่ะ อย่างน้อยการแข่งกีฬาสีเด็ก ก็ทำให้พวกเราในขณะนั้นหัดเรียนรู้ถึงการแข่งขัน ความสามัคคี และน้ำใจนักกีฬา ซึ่งอาจจะมีน้อยนิดหรือไม่ ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้

        ประถมปีที่ 5 เป็นอีกปีที่พวกเราส่วนหนึ่งต้องถูกแยกย้ายไปรวมกันในห้องที่เพิ่มขึ้นคือห้อง F และมีการรับเพิ่มนักเรียนมาอีกส่วนหนึ่ง พร้อมกับพวกเราได้ถูกแยกย้ายไปเรียนที่ตึกวิทยาศาสตร์ และตึกเดอมงฟอร์ต โดยพวกเราส่วนใหญ่ต้องไปเรียนถึงชั้นที่ 4 ของตึก ซึ่งสร้างความปวดขาปวดน่องให้แก่พวกเราเป็นอันมาก ก็จะอะไรมากไปกว่าการเดินขึ้นไปเรียนถึงชั้น 4 ได้ ขาแทบลาก แถมถ้าจะเข้าห้องน้ำ ก็ยังต้องลงมาเข้าที่ชั้น 2 ของตึกยิมเนเซียมอีก  จะไม่ให้บ่นย้อนหลังก็ไม่รู้จะให้ว่าอะไรอีก   พอขึ้น ป. 6 เหมือนจำนวนห้องจะไม่พอสำหรับโรงเรียนเราซะแล้ว โดยห้อง F ต้องถูกย้ายห้องเรียนไปอยู่ตึกแดงซึ่งเป็นตึกของนักเรียนมัธยมปลายเรียน ชีวิตช่วง ป.5 ถึง ม.3 นี้คงเป็นช่วงรอยต่อของการเรียน และการเริ่มกลายเป็นเด็กโตของโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่  ใช้ชีวิตและเฮฮากันอยู่ในแต่ละห้อง ไปค่ายลูกเสือก็สนุกสนานกันในกลุ่ม ซึ่งจะบอกได้ว่าหาสาระสำคัญให้แก่ชีวิตไม่ค่อยได้เลย นอกจากเฮฮาและสนุกไปวันๆ

   

        การขึ้นมาเรียนในมัธยมปีที่ 4 น่าจะเป็นอีกปีที่พวกเรามีความจดจำมากเป็นพิเศษ เพราะปีนั้นเป็นปีแรกที่เราถูกยุบรวมห้องจาก 6 ห้องเหลือ 5 ห้อง โดยเป็นการยุบห้อง F ไปรวมกับห้องอื่นๆ เนื่องจากทางโรงเรียนได้ทำการสอบคัดเลือกการรับเข้าเรียนอีกครั้ง พวกเราส่วนหนึ่งได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่น และมีนักเรียนที่อื่นย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนเรา ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการจากลาและเรียนรู้การเป็นเพื่อนใหม่ การขึ้นเป็นนักเรียนมัธยมปลายนี้ ต้องสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิตสักหน่อย ก็จะอะไรอีกเล่านอกจากเข็มกลัดตราโรงเรียน ที่พวกนักเรียนมัธยมปลายเท่านั้นที่สามารถติดที่หน้าอกได้

 

        นอกจากนี้ ชีวิตใน ม. 4  ยังเป็นปีที่พวกเราต้องเป็นหัวหน้าสายที่ต้องดูแลน้องๆ ชั้น ป.5 จนถึง ม. 3 เพื่อทำการแข่งกีฬาสีในเวอร์ชั่นผู้ใหญ่ซะที การแข่งขันกีฬาสีครั้งนี้ถือเป็นการให้ประสบการณ์อย่างมากสำหรับพวกเรา ที่ทำให้พวกเราเรียนรู้ความเป็นผู้นำที่แท้จริงอีกครั้ง เพราะการแข่งขันกีฬาสีครั้งนี้พวกเราต้องรับผิดชอบทุกอย่าง การคัดเลือกนักกีฬา การซ้อมร้องเพลงเชียร์ การตัดเสื้อกีฬาสี และที่สำคัญคือการร่วมกันทำอัฒจันทร์เชียร์กีฬา ซึ่งทำให้พวกเราแต่ละห้องได้เรียนรู้ถึงความเป็นเพื่อน ความเหนื่อยยาก และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ทำให้ผลการแข่งกีฬาออกมา ใครจะแพ้หรือชนะ อาจจะเป็นเพียงความดีใจในตอนนั้น แต่คงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับพวกเราที่ได้รู้ถึงคำว่าเพื่อน

        จากเด็กเซนต์หน้าตาดีผมยาว ก็ต้องแปลงร่างมาเป็นเด็กหัวเกรียนในมัธยมปีที่ 5 นี่เอง ก็จะหาเหตุผลอะไรได้นอกจากที่พวกเราส่วนใหญ่ ต้องเรียน ร.ด. ซึ่งบังคับให้พวกเราต้องตัดผมสั้น สร้างความร้อนหัวให้แก่พวกเราเป็นอันมาก นอกจากนี้ การขยับขึ้นเรียนใน ม. 5 มาพร้อมกับคำว่า สายแสด หรือเป็นการเรียกชื่อสายสำหรับนักเรียนชั้น ม. 5 และ ม. 6 ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจของโรงเรียน ที่ต้องการให้พวกเราหัดเรียนรู้ และเข้าใจสังคมให้มากขึ้น โดยพวกเราทุกห้องถือเป็นสายแสด จากคนที่เคยแข่งขันกีฬาระหว่างสายในกีฬาสีที่ผ่านๆ มา ก็กลายเป็นเพื่อนที่ต้องทำงานร่วมกันในนามสายแสด และเหตุนี้เอง ทำให้พวกเราไม่ใช่แค่รู้จักแค่เพื่อนร่วมห้อง แต่เป็นการรู้จัก เพื่อนร่วมชั้น!!  

   

 

   

        และแล้วคำว่า งานเลี้ยงไม่มีวันเลิกลาก็เกิดขึ้นในปี 2527 หรือเป็นปีสุดท้ายที่เราต้องเดินออกจากรั้วโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ที่พวกเราส่วนใหญ่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ทางเดินของพวกเราไม่ได้หยุดกันเพียงเท่านี้  ...บางคนจบไปเพื่อเรียนต่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน บางคนออกไปทำงานตามที่ตัวเองวาดหวัง ...แม้พวกเราจะสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่นี่แหล่ะคือชีวิต ...อย่างไรก็ตาม ปีแห่งการเลิกลานั้น หาใช่เป็นปีที่ทำให้พวกเราโศกเศร้า แต่เป็นปีที่ทำให้เราเพิ่มความเป็น เพื่อน กันมากยิ่งขึ้น ...คงไม่ต้องบอกเหตุผลว่าอะไร เพราะคำว่าเพื่อนสำหรับพวกเรา ไม่ได้เกิดขึ้นในเพียงวันเดียว แต่เกิดจากการเรียนรู้ การใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งเรียน ทั้งเล่น ทั้งทะเลาะกันภายในรั้วโรงเรียนเซนต์คาเบรียลนี่เอง!!  ... ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองนับดูซิว่าพวกเรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว?

 

ที่มาบทความจาก หนังสือรุ่นเซนต์คาเบรียล 2527 "20 ปีที่อโศกผลัดใบ"